ขายของออนไลน์ในเวลางาน เสี่ยงโดนไล่ออก

นื่องจากปัจจุบันการติดต่อสื่อสารผ่านทางช่องทางออนไลน์มีความสะดวก หลายๆคนนอกจากจะมีธุรกิจผ่านทางหน้าร้านทั่วไปแล้ว ก็ยังมีธุรกิจผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย ไม่ว่าจะเป็น เฟสบุ๊ค อินสตาแกรม หรือช่องทางอื่นๆ และด้วยภาวะเศรษฐกิจข้าวยาก หมากแพงเช่นนี้ หลายๆคนซึ่งทำงานประจำอยู่แล้วก็ยังหาอาชีเสริมโดยการประกอบธุรกิจผ่านทางช่องทางออนไลน์ควบคู่ไปด้วย อย่างไรก็ตามมีคนจำนวนไม่น้อยเลยที่ทำอาชีพเสริมในเวลาทำงานประจำจนกระทบกับงานหลัก ซึ่งอาจจะเป็นการกระทำสิ่งผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว

ประเด็นดังกล่าวมีข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องดังต่อไปนี้

กฎหมายแรงงานวางหลักว่า นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งถูกเลิกจ้างและได้ทำงานติดต่อกันครบตั้งแต่ 120 วันขึ้นไป ซึ่งค่าชดเชยจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่าทำงานติดต่อกันมานานเท่าไหร่แล้ว โดยการเลิกจ้าง หมายถึง การกระทำใดๆที่นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างทำงานต่อไปและไม่จ่ายค่าจ้างให้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะเหตุสิ้นสุดสัญญาจ้าง หรือกรณีที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานและไม่ได้รับค่าจ้างเพราะเหตุที่นายจ้างไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ รวมถึงเหตุอื่นๆ เช่น

นายจ้างโอนลูกจ้างไปเป็นลูกจ้างของนายจ้างใหม่โดยที่ลูกจ้างไม่ยินยอม นายจ้างไม่ให้ลูกจ้างเข้าที่ทำงาน แล้วหาคนอื่นมาทำงานแทน นายจ้างเป็นฝ่ายบอกเลิกสัญญาจ้างงานต่อลูกจ้าง รวมถึงการเกษีณอายุงานตามที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงกัน ให้ถือว่าเป็นการเลิกจ้างเช่นกัน

อย่างไรก็ตามแม้นายจ้างจะเป็นฝ่ายเลิกจ้างก็ตาม แต่นายจ้างก็ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย หากเข้าข้อยกเว้น 3 กรณีดังต่อไปนี้

1.ลูกจ้างทำงานติดต่อกันมายังไม่ครบ 120 วัน ย่อมไม่ได้รับค่าชดเชย แม้นายจ้างจะเป็นฝ่ายเลิกจ้างก็ตาม

2.ลูกจ้างที่มีกำหนดระยะเวลาการจ้างไว้แน่นอนภายในเวลาไม่เกิน 2 ปีและได้เลิกจ้างตามกำหนดระยะเวลาการจ้างนั้น

3.เป็นการเลิกจ้างโดยอาศัยเหตุดังต่อไปนี้

       
         3.1 ลูกจ้างทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง

         3.2 จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย

         3.3 ลูกจ้างประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง

         3.4 ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมายและเป็นธรรม และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรง นายจ้างไม่จำเป็นต้องตักเตือน โดยหนังสือเตือนให้มีผลบังคับได้ไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกจ้างได้กระทำผิด

         3.5 ลูกจ้างละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตามโดยไม่มีเหตุอันสมควร

         3.6 ลูกจ้างได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก แต่ถ้าเป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษต้องเป็นกรณีที่เป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหาย


สำหรับเหตุเลิกจ้างในกรณี ลูกจ้างทุจริตต่อหน้าที่นั้น กฎหมายได้กำหนดเอาไว้ว่านาย้างสามารถเลิกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ซึ่งแม้ว่ากฎหมายแรงงานจะไม่ได้ให้ความหมายคำว่า “ทุจริต” ไว้ และไม่ได้ใช้คำว่า “โดยทุจริต” ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา จึงต้องใช้ความหมายคำว่า “ทุจริต” ตามพจนานุกรมคือความประพฤติชั่ว คดโกง ไม่ซื่อตรง ใช้หน้าที่ของตนแสวงหาผลประโยชน์อันมิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อตนเองหรือผู้อื่น

เช่นนี้ ลูกจ้างซึ่งทำงานอื่นในเวลาทำงานประจำ ไม่ว่าจะเป็นการตอบแชทลูกค้า โทรศัพท์ขายของออนไลน์ หรือทำงานให้แก่บุคคลภายนอก จนเสียการเสียงาน เข้าข่ายเป็นการเบียดเบียนเวลางาน ไม่ทุ่มเททำงาน เพราะเมื่อเป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงานแล้ว ก็ถือว่าอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของนายจ้าง ต้องอยู่ภายใต้ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานขององค์กร การที่ลูกจ้างใช้เวลาและเครื่องมือของนายจ้างในการทำงานอื่นที่ไม่ใช่งานประจำในเวลาทำงาน จึงเข้าข่ายเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ ตามนัยแห่งคำพิพากษาฎีกาที่ 2618/2538 ดังนั้น เมื่อลูกจ้างทุจริตต่อหน้าที่ นายจ้างจึงมีสิทธิเลิกจ้างหริอไล่ออกได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

ศึกษากฎหมายและคำพิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้องได้ดังนี้

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541
มาตรา 119 นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งเลิกจ้างในกรณีหนึ่งกรณีใดดังต่อไปนี้

(1) ทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดอาญาโดยเจตนาแก่นายจ้าง

(2) จงใจทำให้นายจ้างได้รับความเสียหาย

(3) ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง

(4) ฝ่าฝืนข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ระเบียบ หรือคำสั่งของนายจ้างอันชอบด้วยกฎหมาย และเป็นธรรม และนายจ้างได้ตักเตือนเป็นหนังสือแล้ว เว้นแต่กรณีที่ร้ายแรง นายจ้างไม่จำเป็นต้อง
ตักเตือนหนังสือเตือนให้มีผลบังคับได้ไม่เกินหนึ่งปีนับแต่วันที่ลูกจ้างได้กระทำผิด

(5) ละทิ้งหน้าที่เป็นเวลาสามวันทำงานติดต่อกันไม่ว่าจะมีวันหยุดคั่นหรือไม่ก็ตามโดยไม่มี
เหตุอันสมควร

(6) ได้รับโทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
*ในกรณี (6) ถ้าเป็นความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษต้องเป็นกรณีที่เป็น
เหตุให้นายจ้างได้รับความเสียหาย

การเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยตามวรรคหนึ่ง ถ้านายจ้างไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุที่
เลิกจ้างไว้ในหนังสือบอกเลิกสัญญาจ้างหรือไม่ได้แจ้งเหตุที่เลิกจ้างให้ลูกจ้างทราบในขณะที่เลิกจ้าง
นายจ้างจะยกเหตุนั้นขึ้นอ้างในภายหลังไม่ได้

คำพิพากษาฎีกาที่ 5233/2549 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (1) กำหนดให้นายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างซึ่งถูกเลิกจ้างในกรณีลูกจ้างทุจริตต่อหน้าที่ โดยพระราชบัญญัติดังกล่าวมิได้ให้ความหมายคำว่า “ทุจริต” ไว้ และไม่ได้ใช้คำว่า “โดยทุจริต” ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (1) จึงต้องใช้ความหมายคำว่า “ทุจริต” ตามพจนานุกรมคือความประพฤติชั่ว โกง ไม่ซื่อตรง การกระทำของโจทก์ที่ได้สุรา 4 ขวด มาจากคู่ค้าของจำเลย เพราะโจทก์เรียกรับเอาเองในขณะที่โจทก์มีตำแหน่งเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดซื้อของจำเลย อันเป็นตำแหน่งที่อาจเอื้อประโยชน์หรือให้คุณให้โทษต่อคู่ค้า คู่ค้าจึงอาจเกรงใจจำยอมหรือยอมให้โดยไม่ได้สมัครใจอย่างแท้จริง ทั้งการที่โจทก์อ้างว่าจำเลยจะนำเที่ยวในวันดังกล่าว คู่ค้าหลงเชื่อจึงให้สุราไป ความจริงโจทก์กับเพื่อนร่วมงานนำสุราทั้ง 4 ขวดใช้ในการเที่ยวส่วนตัวการกระทำของโจทก์จึงเป็นความประพฤติชั่ว โกง ไม่ซื่อตรง อันเป็นการทุจริตต่อหน้าที่ ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 119 (1) จำเลยจึงเลิกจ้างโจทก์ได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

คำพิพากษาฎีกาที่ 2618/2538 ลูกจ้างมีหน้าที่ทำงานออกแบบเสื้อให้นายจ้าง ย่อมต้องปฏิบัติงานให้แก่นายจ้างในระหว่างทำงานให้ลุล่วงไปตามสมควร เพื่อให้เกิดผลคุ้มค่ากับค่าจ้าง การที่ลูกจ้างรับงานนอกเข้ามาทำในระหว่างทำงานโดยใช้อุปกรณ์ของนายจ้างได้แก่ พู่กัน สีและกระดาษ เป็นการเบียดบังทั้งเวลาและทรัพย์สินของนายจ้างโดยมิชอบต่อหน้าที่เพื่อแสวงหาผลประโยชน์สำหรับตนเอง ถือว่าทุจริตต่อหน้าที่ นายจ้างเลิกจ้างลูกจ้างได้โดยไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย

Facebook
Twitter
Email
WhatsApp