นายกฯ จะอยู่ในตำแหน่งได้ถึงเมื่อไหร่กันแน่!?

จากกรณีที่กำลังมีการถกเถียงกันในประเด็นที่ว่านายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันนั้นจะดำรงอยู่ในตำแหน่งได้ถึงเมื่อไหร่ จึงมีความเห็นแบ่งออกเป็น 2 แนวทางดังนี้

แนวทางที่ 1 คือ ฝ่ายที่ให้ความเห็นว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี 2560 ไม่มีผลย้อนหลัง จึงต้องเริ่มนับวันที่ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 9 มิถุนายน 2562 ซึ่งเป็นที่ได้รับการโปรดเกล้าฯให้เป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 ดังนั้น จึงมีผลให้การดำรงตำแหน่งจะครบ 8 ปี ในวันที่ 9 มิถุนายน 2570

แนวทางที่ 2 คือ ฝ่ายที่ให้ความเห็นว่า ต้องเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 24 สิงหา 2557 ซึ่งเป็นวันที่ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นครั้งที่ 1 ดังนั้น การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะครบ 8 ปีในวันที่ 24 สิงหาคม 2565 ที่กำลังจะถึงนี้

ด้วยประเด็นดังกล่าว เมื่อได้วิเคราะห์ถึง มาตรา 158 วรรคสี่ ซึ่งวางหลักว่า นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วเกินแปดปีไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงตำแหน่งติดต่อกันหรือไม่ ประกอบกับความมุ่งของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 จึงพบว่า มาตราดังกล่าวได้กำหนดระยะเวลาแปดปีไว้ก็เพื่อมิให้เกิดการผูกขาดอำนาจในทางการเมืองยาวเกินไปอันจะเป็นต้นเหตุเกิดวิกฤติทางการเมืองได้ ดังนั้น แม้จะไม่ได้ดำรงตำแหน่งติดต่อกันจนครบ 8 ปี แต่ถ้ารวมระยะเวลาทั้งหมดที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้วเกิน 8 ปี ก็ต้องห้าม

นอกจากนี้ มาตรา 264 ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ก็ยังวางหลักไว้ว่า ให้คณะรัฐมนตรีที่บริหารราชกาลแผ่นดินอยู่ก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ เป็นคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินได้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดชะงักกลางคัน เช่นนี้จึงมีผลให้คณะรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญเฉพาะนี้ ต้องอยู่ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 158 วรรคสี่ ประกอบกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็ไม่ได้บัญญัติให้มีการยกเว้นการนำมาตรา 158 วรรคสี่มาบังคับใช้กับคณะรัฐมนตรีที่บริหารราชกาลแผ่นดินอยู่ก่อนหน้า อีกทั้งนายกรัฐมนตรีก็เป็นหนึ่งในคณะรัฐมนตรี ดังนั้นแล้ว จึงต้องเริ่มนับระยะเวลา 8 ปี ตั้งแต่วันที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันใช้บังคับ

เหตุผลประการสุดท้ายที่สำคัญคือรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เป็นเจตจำนงของประชาชน ทั้งยังถือเป็นสาขาหนึ่งของกฎหมายมหาชน เพราะเป็นกฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ขององค์กรที่ใช้อำนาจสูงสุดในการปกครองรัฐต่อกันเอง หรือต่อประชาชน และคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก เช่นนี้ในการบริหารราชการแผ่นดินก็ต้องบริหารโดยให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยได้ประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตนเป็นหลัก ดังเช่นความเห็นในแนวทางที่ 1 ซึ่งได้มีการอ้างว่าหากตีความให้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีผลย้อนหลังไปใช้บังคับกับคณะรัฐมนตรีที่ดำรงตำแหน่งอยู่ก่อนที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันใช้จะถือเป็นการบังคับใช้กฎหมายย้อนหลังอันเป็นโทษแก่บุคคล จากความเห็นดังกล่าวนั้นเป็นการคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตนเป็นหลัก ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ของการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย

ดังนั้น จากเหตุผลที่ได้กล่าวมาข้างต้น จึงเห็นด้วยกับความเห็นที่ว่าการดำรงตำแหน่งของนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ควรจะสิ้นสุดในวันที่ 24 สิงหาคม แต่บทสรุปสุดท้ายแล้วจะเป็นอย่างไรก็ต้องรอคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้เป็นบรรทัดฐานต่อไป

ท่านที่สนใจสามารถศึกษาหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องได้ดังนี้
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560

มาตรา 158 วรรคสี่ นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วเกินแปดปีมิได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงตำแหน่งติดต่อกันหรือไม่ แต่มิให้นับรวมระยะเวลาในระหว่างที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปหลังพ้นจากตำแหน่ง

มาตรา 264 ให้คณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้เป็นคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญนี้จะเข้ารับหน้าที่ และให้นำความในมาตรา 263 วรรคสาม มาใช้บังคับแก่การดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีด้วยโดยอนุโลม รัฐมนตรีตามวรรคหนึ่งนอกจากต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แล้ว ต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่บัญญัติไว้สำหรับรัฐมนตรีตามมาตรา 160 ยกเว้น (6) เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับมาตรา 98 (12) (13) (14) และ (15) และต้องพ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 170 ยกเว้น (3) และ (4) แต่ในกรณีตาม (4) เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับมาตรา 98 (12) (13) (14) และ (15) และยกเว้นมาตรา 170 (5) เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการดำเนินการตามมาตรา 184 (1)

การดำเนินการแต่งตั้งรัฐมนตรีในระหว่างเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) พุทธศักราช 2558 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2559 แต่ต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามวรรคสองด้วย ให้นำความในมาตรา 263 วรรคเจ็ด มาใช้บังคับแก่การสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของรัฐมนตรีตามวรรคหนึ่งและวรรคสามด้วยโดยอนุโลม

Facebook
Twitter
Email
WhatsApp