ล็อค รถผู้อื่นโดยไม่มีอำนาจและเรียกเงิน ระวัง !!! จะผิดฐานกรรโชกทรัพย์ได้

Anti-theft system of the bike. Fasten the bike to the pole.

ตามที่เป็นข่าวในโลกโซเชี่ยลกรณีคุณป้าท่านหนึ่งใช้โซ่ล็อครถจักรยานยนต์ไม่ให้เจ้าของรถจักรยานยนต์ขับออกไปและได้เรียกเงินจำนวน 500 บาท นั้น มีสิทธิที่จะกระทำได้หรือไม่ ทาง Application Lawrai มีคำตอบมาให้เช่นเคยครับ

กรณีของคุณป้าล็อคล้อ และขอเรียกเงินได้หรือไม่ ???
ตามภาพที่เป็นข่าวหากเป็นถนนสาธารณะคุณป้าก็ไม่มิสิทธิไม่มีอำนาจที่จะไปล็อครถจักรยานยนต์ของผู้อื่นได้ หากเป็นการจอดกีดขวางการจราจร หรือจอดในที่ห้ามจอดก็เป็นหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจจราจรที่จะมาดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายจราจรซึ่งคุณป้าก็อาจจะเป็นผู้ไปแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจ หรือหากเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรมาตรวจพบด้วยตนเองก็มีสิทธิที่จะล็อคล้อรถได้หากมีการจอดกีดขวางหรือจอดในที่ห้ามจอดกรณีที่คุณป้าล็อคด้วยตนเองและเมื่อเจ้าของรถมาบอกให้ปลดล็อค แต่คุณป้าไม่ยอมปลดล็อคแต่กลับเรียกเงินเพื่อแลกกับการที่จะปลดล็อครถจักรยายนต์ หากเจ้าของรถไม่ให้เงินก็จะไม่ปลดล็อคให้นั้นอาจจะเป็นความผิดตามกฎหมายอาญาฐานกรรโชกได้นะครับเพราะเป็นการทำอันตรายต่อทรัพย์สินได้ และหากมีการกระทำให้รถจักรยานยนต์เสียหายก็อาจจะเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ได้เช่นกันครับ ซึ่งถ้าหากการจอดรถเป็นการกระทำให้ได้รับความเสียหายอย่างไรก็สามารถไปแจ้งความร้องทุกข์กับเจ้าพนักงานตำรวจได้ตามขั้นตอนของกฎหมาย ไม่มีสิทธิที่จะไปกระทำการเองโดยพลการ

กรณีเจ้าของรถจักรยานยนต์มีความผิดหรือไม่ ???
หากจอดในที่ห้ามจอดหรือกีดขวางการจราจร หรือจอดบนทางเท้าก็จะมีความผิดตามกฎพระราชบัญญัติจราจรทางบกซึ่งเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดซึ่งโทษก็จะไม่มากส่วนใหญ่เป็นลหุโทษเจ้าหน้าที่ตำรวจก็จะดำเนินคดีโดยการเปรียบเทียบปรับ และก็มีอำนาจที่จะล็อคล้อรถได้หากเจ้าของรถจอดในที่ห้ามจอด และถึงแม้เจ้าของรถจักรยานยนต์จะกระทำผิดกฎหมายจราจรคุณป้าก็ไม่มีสิทธิที่จะไปล็อครถได้ต้องแจ้งเจ้าพนักงานตำรวจอีกเช่นกัน

ประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา ๓๓๗
ผู้ใดข่มขืนใจผู้อื่นให้ยอมให้หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกขู่เข็ญหรือของบุคคลที่สาม จนผู้ถูกข่มขืนใจยอมเช่นว่านั้น ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกรรโชก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
ถ้าความผิดฐานกรรโชกได้กระทำโดย
(๑) ขู่ว่าจะฆ่า ขู่ว่าจะทำร้ายร่างกายให้ผู้ถูกข่มขืนใจ หรือผู้อื่นให้ได้รับอันตรายสาหัส หรือขู่ว่าจะทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่ทรัพย์ของผู้ถูกข่มขืนใจหรือผู้อื่น หรือ
(๒) มีอาวุธติดตัวมาขู่เข็ญ

ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท
การข่มขู่เรียกเก็บค่าจอดรถตามที่สาธารณะต่าง ๆ โดยไม่มีสิทธิตามกฎหมาย หากไม่ยอมให้ก็จะทำร้ายร่างกายหรือกระทำการใด ๆ ให้ผู้ที่นำรถมาจอดเกิดอาการหวาดกลัว หรือกลัวว่ารถยนต์ที่จอดไว้จะได้รับความเสียหาย เช่น ถูกทุบรถ ปล่อยลมยาง หรืออาจกระจกแตก เป็นความผิดฐานกรรโชกทรัพย์และเป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์

คำพิพากษาที่ 2263/2551 ผู้เสียหายนำรถยนต์เข้าไปจอดในบริเวณสถานีขนส่งสายใต้ใหม่ซึ่งจำเลยไม่มีสิทธิเรียกเก็บเงินค่าจอดรถจากผู้เสียหาย การที่จำเลยพูดกับผู้เสียหายว่าถ้าไม่จ่ายค่าจอดรถจะตบและจำเลยนำเก้าอี้ขวางกั้นมิให้ผู้เสียหายขับรถยนต์ออกไป ถือได้ว่าเป็นการขู่เข็ญข่มขืนใจผู้เสียหายให้ยอมให้หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน เมื่อผู้เสียหายไม่ยอมให้เงินแก่จำเลย จำเลยจึงมีความผิดฐานพยายามกรรโชกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคแรก ประกอบมาตรา 80


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3058/2539 จำเลยขอเงินค่าจอดรถจากผู้เสียหายทั้งสองคนละ10บาทแต่ผู้เสียหายทั้งสองไม่ให้จำเลยจึงพูดขู่จะต่อยผู้เสียหายที่1และนำเอาอาวุธมีดปลายแหลมมาจ่อห่างจากไหล่ผู้เสียหายที่2ประมาณ7ถึง8นิ้วแล้วพูดขู่ให้ส่งเงินให้ผู้เสียหายทั้งสองเกิดความกลัวจึงมอบเงินให้จำเลยคนละ10บาทแม้จำเลยจะไม่มีอำนาจเรียกเก็บเงินค่าจอดรถจากผู้เสียหายทั้งสองแต่การกระทำของจำเลยดังกล่าวก็มิได้ขู่เข็ญผู้เสียหายทั้งสองตั้งแต่ต้นแสดงว่าจำเลยมิได้มุ่งหมายขู่บังคับเอาเงินค่าจอดรถจากผู้เสียหายทั้งสองโดยตรงมาแต่แรกเงินที่จำเลยเรียกเก็บเป็นเงิน10บาทเท่ากันทุกรายและมิได้ขู่เข็ญเอาเงินจากผู้ขับรถมากเกินไปจากนี้เพียงแต่ว่าหากผู้ขับรถรายใดไม่ให้ค่าจอดรถก็ต้องนำรถไปจอดที่อื่นหรือหากยืนยันจะจอดรถในบริเวณที่เกิดเหตุจำเลยจึงขู่เข็ญจะทำร้ายซึ่งผู้ขับรถและผู้เสียหายทั้งสองยังสามารถตัดสินใจได้ว่าจะให้เงินจำเลยหรือไม่ก็ได้หากไม่ให้เงินก็นำรถไปจอดที่อื่นมิฉะนั้นอาจถูกทำร้ายตามที่จำเลยขู่การขู่เข็ญของจำเลยจึงเป็นการขู่โดยมีเงื่อนไขดังกล่าวจำเลยจึงมิได้มีเจตนาแย่งการครอบครองเงินของผู้เสียหายทั้งสองโดยตรงการกระทำของจำเลยจึงไม่เป็นความผิดฐานลักทรัพย์และไม่อาจเป็นความผิดฐานชิงทรัพย์ได้แต่การกระทำของจำเลยเป็นการข่มขืนใจผู้เสียหายทั้งสองให้ยอมให้หรือยอมจะให้เงินค่าจอดรถแก่จำเลยโดยขู่เข็ญว่าจะทำอันตรายต่อชีวิตร่างกายของผู้เสียหายทั้งสองจนผู้เสียหายทั้งสองยอมตามจึงเป็นความผิดฐานกรรโชกสำเร็จตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา337

Facebook
Twitter
Email
WhatsApp